Category: Literature

Home / Category: Literature

อ่านหนังสือวันละ 30 นาที

การแบ่งเวลามาอ่านหนังสือวันละ 30 นาทีเป็นวิธีที่ดีเพื่อสร้างนิสัยการอ่านที่ยั่งยืนและพัฒนาตนเอง แต่ถ้าในวันนี้คุณยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเราจะมาแนะนำเทคนิควิธีในการอ่านหนังสือวันละ 30 นาทีให้คุณได้ทำความรู้จักกัน 

1. ตั้งเป้าหมายและแผนการ

กำหนดเป้าหมายที่เป็นเวลาเพื่ออ่านหนังสือวันละ 30 นาทีและกำหนดวันเวลาที่จะทำการอ่านให้เป็นระเบียบ เช่น ก่อนนอนหรือหลังตื่นนอน เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะมีเวลาที่พร้อมและไม่มีกิจกรรมอื่นที่มีอยู่ในเวลานั้น หรือลองลดละเลิกการใช้สื่อโซเชียลมีเดียวันละ 30 นาที แล้วเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือแทน 

2. สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการอ่าน เช่น ในห้องสมุด ห้องนั่งเล่น หรือในที่ที่มีความเงียบสงบ และมีแสงสว่างเพียงพอ ในกรณีที่คุณนอนอ่านบนเตียงแล้วรู้สึกง่วง ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นนั่งอ่านให้ครบ 30 นาทีแล้วค่อยไปพักผ่อน

3. ลองใช้เทคโนโลยีช่วย

ใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การอ่านเป็นส่วนของวันหรือการเดินทาง เช่น การใช้อุปกรณ์อ่าน E-book หรือการฟังหนังสือเสียงผ่านแอปพลิเคชัน ก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ใช้ได้เช่นเดียวกัน หรืออาจจะพกหนังสือใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วยทุกที่ ตอนรถติดก็หยิบขึ้นมาอ่านเพียงเท่านี้ก็ได้อ่านหนังสือในช่วงเวลาว่างแล้ว 

4. รวมเวลาอ่านเข้ากับกิจกรรมอื่น

พยายามรวมเวลาอ่านเข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การอ่านในขณะที่อยู่ในรถเมล์หรือรถไฟ หรือการอ่านขณะที่ทำการบ้านหรืองานบริการ หรือการอ่านหนังสือในขณะที่ปั่นจักรยานฟิตเนสไปด้วยก็ได้ ก็จะได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพสมอง 

5. ให้ความสำคัญกับการอ่าน

ให้ความสำคัญกับการอ่านเหมือนกับกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ควรมองการอ่านเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ พยายามทำอย่างต่อเนื่อง 21 วันหลังจากนั้น ก็จะกลายเป็นนิสัยและวินัยส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคุณ 

6. สร้างนิสัยที่ยั่งยืน

สร้างนิสัยที่เป็นระเบียบในการอ่านโดยทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของวันที่มีอยู่เสมอ ทำให้เป็นนิสัยที่ยั่งยืนและเพื่อให้การอ่านเป็นส่วนที่เป็นประจำในชีวิตประจำวันของคุณ และต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะอ่านหนังสือให้จบเล่มและหลาย ๆเล่มอย่างต่อเนื่อง 

การใช้เทคนิคเหล่านี้ จะช่วยทำให้คุณสามารถทำงานอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนาน และสร้างนิสัยการอ่านที่เป็นประจำในชีวิตประจำวันของคุณอย่างยั่งยืน อ่านหนังสือยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตของเรา และเราอยากให้คุณได้ลองเข้ามาสัมผัสกับโลกแห่งหนังสือกันให้มากขึ้น  

จังหวัดชัยภูมิ

อีสานเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งและความยากลำบากในการดำรงชีวิต ความจริงข้อนี้เป็นที่รับรู้ในสังคมไทยมาช้านาน แต่ภายใต้ความแห้งแล้งนั้น แต่ละพื้นที่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ เช่น พื้นที่ที่มีถนนหนทางเข้าถึงสะดวก อาจไม่แห้งแล้งเท่ากับพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงได้ยาก หรือแม้แต่มีถนนก็ดูทรุกันดารและเดินทางลำบากเหลือเกิน

ความไม่เท่าเทียมกันในความยากลำบากนี้สะท้อนอยู่ในงานวรรณกรรมด้วยเช่นกัน จังหวัดชัยภูมิเป็นหนึ่งในพื้นที่เหล่านั้น แม้จะไปอีสานหลายครั้ง คนส่วนใหญ่ก็อาจไม่ได้ผ่านจังหวัดนี้ เพราะถือเป็นจังหวัดที่เข้าถึงได้ยากมาตั้งแต่สมัยก่อน

วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก ภูเขียว อำเภอในจังหวัดชัยภูมิ ดินแดนแห้งแล้งและทุรกันดารที่ปรากฏในงานวรรณกรรมของ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ผ่านหนังสือเรื่อง “ภูเขียว” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2508 งานชิ้นนี้สะท้อนภาพสังคมอีสานยุคพัฒนาได้อย่างชัดเจน


การเดินทางสู่ภูเขียวในวรรณกรรม

ในหนังสือ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางเข้าอำเภอภูเขียวว่า

“ในวันเดินทาง ข้าพเจ้าตื่นตั้งแต่ไก่โห้คือยังไม่ตีห้า ขึ้นตุ๊กตุ๊กดิ่วดิ่งมาที่สถานี บ.ข.ส. ถนนพหลโยธิน ตีตั๋วรถยนต์โดยสารกรุงเทพ-เมืองเลย โดยบอกเขาว่าลงภูเขียว เป็นเงินห้าสิบบาทถ้วนแดงเดียวไม่ลด เหวี่ยงกระเป๋าเดินทางคู่ชีพสมบัติติดตัวชิ้นเดียวให้เด็กท้ายเก็บบนหลังคา แล้วขึ้นไปนั่งบนรถตามหมายเลข … พอเลยดอยเมืองมา ท่านก็สวมวิญญาณของยมบาลไว้ที่มือและเท้า ห้อเหยียดยังกับท่านจะรีบไปกินข้าวเช้าที่นรก ผ่านรังสิต วังน้อย หนองแค หินกอง สระบุรี แยกเข้ามิตรภาพ เอ้าส่งคันเร่งหนักเข้าไปอีก หิวข้าวจนตาลายแล้ว เมื่อไหร่จะถึงนรกซักทีนะ … พอเจอถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมินี่เข้าเท่านั้น คุณพระช่วย มันทำให้ข้าพเจ้าถึงกับหลุดปากร้องครวญครางออกมาทันที”

เพียงเริ่มต้นการเดินทาง ปกรณ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความลำบากและความทุรกันดารของเส้นทางเข้าอำเภอภูเขียวได้อย่างชัดเจน

Reading

การอ่านเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกวัย ทุกอาชีพ ไม่ว่าเราจะอายุมากหรือน้อย การอ่านก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง คนที่อ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ มักจะได้เปรียบคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่ว่าจะเป็นทางด้านการพูด การคิด หรือว่าการกระทำ คนที่อ่านหนังสือมักจะมีอะไรที่แตกต่างมากกว่าอยู่เสมอ และคนที่อ่านหนังสือเยอะมากกว่า ก็มักจะมีโอกาสที่จะสำเร็จในชีวิตมากกว่าด้วย

สำหรับบางคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ เพราะเห็นว่ามันไม่สนุก ไม่เหมือนกับการเล่นโทรศัพท์ หรือว่าเล่นอินเตอร์เน็ต ไม่มีแรงบันดาลใจในการอ่าน บางทีสาเหตุมันก็อาจจะมาจากเราอ่านผิดวิธีก็ได้ ซึ่งการอ่านที่ผิดแบบ หรืออ่านแบบไม่มีประสิทธิภาพ มันก็เป็นการอ่านที่เปล่าประโยชน์เหมือนกัน เราลองมาดูว่า เราจะอ่านหนังสืออย่างไร ให้มันได้ประโยชน์สูงสุด และวิธีการอ่านแบบไหนที่เราควรจะปรับเปลี่ยน เพราะมันไม่ได้ผล และทำให้น่าเบื่อเร็วด้วย

การอ่านโดยชี้นิ้วไปด้วย

บางคนมักจะติดนิสัยในการอ่าน แล้วใช้นิ้วชี้ไปตาม วิธีการนี้ทำให้อ่านได้ช้า และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมันน่าเบื่อ คนที่อ่านหนังสือเร็วๆ จึงมักจะอ่านแบบใช้สายตาอย่าเดียว เพราะมันได้ผลมากกว่า ไม่เหนื่อยด้วย

การอ่านแบบออกเสียง

คนที่ต้องการอยากจะอ่านหนังสือให้ได้มากๆ อ่านให้ได้นานๆ วิธีการอ่านที่ดีก็คือ อย่าอ่านออกเสียง เพราะการอ่านออกเสียงนอกจากจะทำให้เราอ่านได้น้อย น่าเบื่อแล้ว มันยังทำให้เราเหนื่อยอีกด้วย คนที่อ่านหนังสือได้ครั้งละนานๆ โดยที่ไม่เหนื่อย หรือว่าไม่เบื่อ เขาจะไม่อ่านหนังสือแบบออกเสียงเลย เพราะมันทำให้อ่านช้าด้วย และบางครั้งก็อาจจะรบกวนคนอื่นด้วย คนที่มักจะอ่านหนังสือแบบออกเสียงอยู่ ก็ลองเปลี่ยนรวิธีการอ่านของตัวเอง ให้มาอ่านแบบในใจดีกว่า

การอ่านทีละคำ

วิธีการอ่านทีละคำ โดยดูไปทุกตัวอักษร มันจะทำให้เราอ่านหนังสือได้ช้ามาก เพราะมามัวสะกดแต่ละคำอยู่ และยิ่งเป็นหนังสือที่มาความยาวมากๆ อย่างเช่นนิยาย หรือว่าหนังสือที่ไม่ใช่การ์ตูน วิธีการอ่านแบบทีละคำจะทำให้รู้สึกว่าเหนือย และจะทำให้เบื่อ ไอยากจะอ่านต่ออีกด้วย ถ้าอยากจะอ่านเร็ว เราต้องอ่านแบบกวาดไป ทั้งบรรทัดเลย และอ่านในใจ โดยที่ไม่ต้องสนใจกับการสะกดของคำแต่ละคำ จะทำให้ราอ่านได้เยอะกว่าเดิม และไม่รู้สึกเหนื่อยด้วย

ไม่มีสมาธิ

เมื่อจิตใจเราอยากจะอ่านหนังสือ ไม่วอกแวก เราก็จะอ่านหนังสือได้นานมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยิ่งเป็นหนังสือเรียนที่ต้องอ่านสอบ หากเรามีสมาธิในการอ่านแล้ว มันก็ช่วยทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นว่าเดิมด้วย จึงต้องหาสถานที่อ่านที่มันสงบในการอ่าน ไม่ให้มีเสียงต่างๆ เข้ามารบกวนเรา ถ้าเรารู้ว่ายังไม่มีสมาธิในการอ่าน ก็ยังไม่ต้องอ่านดีกว่า เพราะอ่านไปมันก็ไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่องอยู่ดี

เพียงแค่นี้เราก็สามารถเปลี่ยนวิธีการอ่านของตัวเอง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้แล้ว ใครที่ยังอ่านแบบฝืน หรือว่าอ่านแบบผิดแนวทางอยู่ ก็ควรจะหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการในการอ่านใหม่

Reading

เมื่อพูดถึงการอ่าน หลายคนถึงกับต้องส่ายหน้า เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และไม่สนุกสักนิด ยิ่งหนังสือที่มีตัวหนังสือเต็มไปหมด ไม่มีรูปภาพประกอบ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเข้าไปใหญ่ หลายคนจึงไม่ชอบอ่าน แต่บางคนก็ชอบในการอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็ตาม ก็มักจะหยิบมาอ่านอยู่ตลอด คนแบบนี้มักจะได้เปรียบคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้ในเรื่องต่างๆ

คนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ หันมาให้ความสำคัญในเรื่องของโซเชียลมีเดียกันมากกว่า เลยมองไม่เห็นประโยชน์ของการอ่านหนังสือเท่าไหร่ วันๆ เอาแต่จ้องโทรศัพท์อย่างเดียว ทำให้ผลกระทบตามมาก็คือ เด็กมีผลการเรียนที่ไม่ดีเท่าที่ควร ลองมาดูเหตุผลดีๆ กันบ้างว่าทำไม เราถึงต้องอ่านหนังสือเยอะๆ อ่านบ่อยๆ มันมีประโยชน์อะไรบ้าง

-อ่านเพื่อให้รู้จักชีวิตมากขึ้น การอ่านหนังสือบางอย่าง อย่างเช่นหนังสือธรรมะ สามารถทำให้เราเข้าใจชีวิตของเรามากขึ้น ว่าเราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร และยังสามารถนำข้อคิดต่างๆ ที่อยู่ในหนังสือ เอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แล้วเราก็จะอยู่อย่างมีควาวมสุข จะเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม

-อ่านเพื่อให้เข้าใจคนอื่น มนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์สังคม ที่เราจะต้องอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก และเมื่อคนมารวมกันเยอะ มันก็ย่อมจะมีปัญหาตามมาเหมือนกัน การอ่านหนังสืออย่างเช่นแนวจิตวิทยาหรือการเข้าสังคม มันสามารถช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นในสังคมได้มากขึ้น และเข้าใจว่าทำไมคนต้องเป้นแบบนั้น เป็นแบบนี้ และเมื่อเราเข้าใจสังคม เข้าใจคนมากขึ้น เราก็จะอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างมีความสุข จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่า ทำไมคนนั้นถึงเป็นแบบนั้น ทำไมคนนี้ถึงทำแบบนี้

-อ่านเพื่อรู้ เรื่องอะไรก็ตาม ที่เราไม่ความรู้ หรือว่าไม่เข้าใจ เราก็สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือ อย่างเช่นอยากจะรู้วิธีการทำขนม อยากจะรู้วิธีการทำเกษตร เราก็สามารถหาได้จากหนังสือทั้งนั้น คนที่อยากจะทำอะไรก็ทำเลย โดยที่ไม่หาข้อมูล หรือว่าศึกษาให้ดีเสียก่อน มันก็เสี่ยงเหมือนกัน ที่จะเกิดความผิดพลาด และถ้าเป็นอะไรที่มันต้องเสียเงิน หรือว่าต้องลงทุน ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะขาดทุนด้วย

-อ่านเพื่อให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม หนังสือบางเล่น ถ้าเราเลือกอ่านให้ดี มันก็สามารถทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นได้ อย่างเช่นหนังสือพัฒนาตัวเอง หรือว่าฮาวทูต่างๆ พวกนี้เมื่อเราอ่านแล้ว มันสามารถที่จะทำให้ความคิดความอ่าน และการกระทำของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ ดีกว่าการรอให้ใครมานั่งสอน นั่งว่าอย่างเดียว และคงไม่มีใครชอบการตักเตือนให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการถูกด่าแน่ ทางที่ดีเราหันมาพัฒนาตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองจะดีกว่า

คนที่ไม่ชอบในการอ่านหนังสือ ก็ลองหันมาฝึกดูใหม่ดีกว่า ลองหยิบหนังสืออะไรก็ได้ ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีเนื้อหาที่หรูหรา เป็นหนังสือธรรมดาก็ได้ ถือว่าเป็นการฝึกการอ่านของเราไปก่อน และเมื่อเราชอบในการอ่านหนังสือแล้ว ก็ค่อยปรับเปลี่ยนหนังสือที่มีเนื้อหาซับซ้อนขึ้น

Reading

การอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก สำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน หรือว่าคนแก่ก็ตาม ย่อมมีความสำคัญเหมือนกันทั้งหมด เพราะมันช่วยในเรื่องของการพัฒนาจิตใจ การกระทำของคนเราได้ ถ้าเราเลือกอ่านหนังสือที่มันมีประโยชน์กับเรา บางคนก็อ่านจนติดเป็นนิสัย ว่างไม่ได้เป็นต้องเข้าร้านหนังสือ หรือเข้าห้องสมุดหาหนังสือมาอ่านเลย ซึ่งคนที่ชอบการอ่านแบบนี้ ถือว่าเป็นเรืองที่ดี เพราะมันให้ประโยชน์หลายอย่างมาก

แต่ก็มีบางคนเหมือนกัน ที่ไม่ชอบการอ่าน เพราะมันไม่สนุก ไม่เหมือนกับการเล่นโทรศัพท์ หรือว่าเล่นอินเตอร์เน็ต ไม่มีแรงบันดาลใจในการอ่าน บางทีสาเหตุมันก็อาจจะมาจากเราอ่านผิดวิธีก็ได้ ซึ่งการอ่านที่ผิดแบบ หรืออ่านแบบไม่มีประสิทธิภาพ มันก็เป็นการอ่านที่เปล่าประโยชน์เหมือนกัน เราลองมาดูว่า เราจะอ่านหนังสืออย่างไร ให้มันได้ประโยชน์สูงสุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ให้เสียเวลาในการอ่านของเราไปเปล่าๆ

อ่านออกเสียง

คนที่ต้องการอยากจะอ่านหนังสือให้ได้มากๆ อ่านให้ได้นานๆ วิธีการอ่านที่ดีก็คือ อย่าอ่านออกเสียง เพราะการอ่านออกเสียงนอกจากจะทำให้เราอ่านได้น้อย น่าเบื่อแล้ว มันยังทำให้เราเหนื่อยอีกด้วย คนที่อ่านหนังสือได้ครั้งละนานๆ โดยที่ไม่เหนื่อย หรือว่าไม่เบื่อ เขาจะไม่อ่านหนังสือแบบออกเสียงเลย เพราะมันทำให้อ่านช้าด้วย และบางครั้งก็อาจจะรบกวนคนอื่นด้วย คนที่มักจะอ่านหนังสือแบบออกเสียงอยู่ ก็ลองเปลี่ยนรวิธีการอ่านของตัวเอง ให้มาอ่านแบบในใจดีกว่า

อ่านทีละคำ

วิธีการอ่านทีละคำ โดยดูไปทุกตัวอักษร มันจะทำให้เราอ่านหนังสือได้ช้ามาก เพราะมามัวสะกดแต่ละคำอยู่ และยิ่งเป็นหนังสือที่มาความยาวมากๆ อย่างเช่นนิยาย หรือว่าหนังสือที่ไม่ใช่การ์ตูน วิธีการอ่านแบบทีละคำจะทำให้รู้สึกว่าเหนือย และจะทำให้เบื่อ ไอยากจะอ่านต่ออีกด้วย ถ้าอยากจะอ่านเร็ว เราต้องอ่านแบบกวาดไป ทั้งบรรทัดเลย และอ่านในใจ โดยที่ไม่ต้องสนใจกับการสะกดของคำแต่ละคำ จะทำให้ราอ่านได้เยอะกว่าเดิม และไม่รู้สึกเหนื่อยด้วย

มีสมาธิ

เมื่อจิตใจเราอยากจะอ่านหนังสือ ไม่วอกแวก เราก็จะอ่านหนังสือได้นานมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยิ่งเป็นหนังสือเรียนที่ต้องอ่านสอบ หากเรามีสมาธิในการอ่านแล้ว มันก็ช่วยทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นว่าเดิมด้วย จึงต้องหาสถานที่อ่านที่มันสงบในการอ่าน ไม่ให้มีเสียงต่างๆ เข้ามารบกวนเรา

ชี้นิ้วไปด้วย

บางคนมักจะติดนิสัยในการอ่าน แล้วใช้นิ้วชี้ไปตาม วิธีการนี้ทำให้อ่านได้ช้า และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมันน่าเบื่อ คนที่อ่านหนังสือเร็วๆ จึงมักจะอ่านแบบใช้สายตาอย่าเดียว เพราะมันได้ผลมากกว่า ไม่เหนื่อยด้วย

คนที่รู้ว่าตัวเองอ่านหนังสือผิดวิธี ก็อยากจะให้เปลี่ยนวิธีการอ่านเสียใหม่ มาอ่านให้มันถูกต้อง และเมื่อนั้นการอ่านของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไร เราก็สามารถเข้าใจเนื้อหาในหนังสือทั้งหมด เพราะเรารู้หลักของการอ่านแล้ว